ต้องยอมรับเลยว่าเทรนด์การรักษาสุขภาพกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก และยังคงเป็นเทรนด์ที่มาแรงแบบไม่มีตก เนื่องจากในปัจจุบันจะมีมลพิษอยู่มากมาย ส่งผลให้หลาย ๆ คนหันมารักษาสุขภาพร่างกายกันมากยิ่งขึ้น บวกกับการทำงานหนักที่แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน ทำให้หลาย ๆ คนมีอาการปวดเมื่อยตามตัว รวมไปถึงอาการปวดหลังด้วยเช่นกัน ซึ่งอาการปวดเหล่านี้จะเรียกกันว่าออฟฟิศซินโดรม ที่คนในวัยทำงานเป็นกันเยอะอย่างมาก ดังนั้นหากใครที่ต้องการป้องกันและลดอาการปวดเหล่านี้ มาดูกันเลยว่าจะมีวิธีการป้องกันและการลดอาการปวดได้อย่างไรบ้าง โยคะช่วยลดอาการออฟฟิศซินโดรมได้จริงหรือไม่ ออฟฟิศซินโดรมจะถือเป็นโรคเกี่ยวกับร่างกาย ที่หนุ่มสาวชาวออฟฟิศส่วนใหญ่จะต้องเผชิญกันเป้นอย่างมาก เนื่องจากเราจะต้องทำงานหนักหลาย ๆ วันติดต่อกัน บวกกับการนั่งทำงานอยู่ในท่าเดิม โดยไม่ได้ขยับตัวไปไหน ดังนั้นจะส่งผลให้เกิดอาการปวดหลัง ลามไปจนถึงคอ บ่า ดังนั้นอาการเหล่านี้จะสามารถป้องกันและแก้ไขได้ง่าย ๆ ด้วยการทำโยคะนั่นเอง เพราะโยคะจะเป็นการออกกำลังกายที่ยืดกล้ามเนื้อได้ดีที่สุด
Author: Misty Simmmons
ผลกระทบระยะยาวของคนที่เคยเป็นโรคโควิด-19ผลกระทบระยะยาวของคนที่เคยเป็นโรคโควิด-19
โควิด-19 เป็นโรคที่แพร่กระจายมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลาหลายปีที่หลายคนเคยมีประสบการณ์การเป็นโรคนี้ ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่ในช่วงแรกนั้นมีคนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก หลังจากป่วยด้วยโรคโควิดก็จะมีผลระยะยาว ในบทความนี้เราจะพูดถึงผลกระทบที่ได้รับว่ามีอะไรบ้าง ผลกระทบจากโรคโควิดในระยะยาว ส่วนผลกระทบภายหลังจากที่เป็นโรค COVID-19 ของผู้เคยป่วยเป็นโรคนี้นั้น มีหลายสิ่งด้วยกัน คือ ภาวะ LONG COVID-19 ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือเกิดใหม่หลังจากติดเชื้อไวรัส COVID-19 นับแต่วันที่ตรวจพบว่ามีการติดเชื้อ ระยะเวลาอาการขั้นต่ำคือ 2 เดือน ซึ่งมีอยู่หลายระบบ โดยอาการระยะยาวที่พบบ่อยที่สุดนั้น สามารถอธิบายได้ดังนี้ – ปวดหัว – ลืมง่าย จำอะไรไม่ค่อยได้ – ร่างกายอ่อนแอแบบเฉียบพลัน
แนะวิธีออกกำลังกายเพื่อลดไขมันแนะวิธีออกกำลังกายเพื่อลดไขมัน
ไขมันส่วนเกิน เป็นสิ่งที่ทำให้รูปร่างของเรานั้นไม่สมส่วน สวมใส่เสื้อผ้าก็ไม่สบายตัว ซึ่งหลายคนก็มีวิธีการลดไขมันส่วนเกินด้วยการออกกำลังกาย และการเลือกอาหารที่มีไขมันต่ำเพื่อกระชับสัดส่วนหรือลดไขมัน แต่ก็ลองทำทุวิธีแล้วก็ยังลดไม่ได้สักที วันนี้เรามาดูวิธีการออกกำลังกายอย่างไรจึงจะลดไขมันได้กันเลยดีกว่า เดิน การเดินเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายและสามารถลดไขมันได้ด้วย ซึ่งการเดิน คือ หนึ่งในการออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับลดน้ำหนักและเบิร์นไขมัน เพราะว่าการเดินทำได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์อะไรมากมาย สะดวก เหมาะกับทุกวัยและระดับความฟิต อีกทั้งยังเป็นการออกกำลังกายแบบ Low-impact ที่ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเข่าและข้อต่อต่างๆด้วย วิ่ง/จ็อกกิ้ง การวิ่งเหยาะๆ มีส่วนช่วยลดไขมันในช่องท้อง หรือ “Visceral Fat” ซึ่งเป็นไขมันชนิดที่อันตรายและจะอยู่ในช่องท้องตามอวัยวะภายในแนะนำให้ค่อยๆเพิ่มเวลาในการจ็อกกิ้งและวิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะเริ่มด้วยการวิ่งวันละ 20-30 นาที 3-4
“ไบโพลาร์” โรคยอดนิยมในปัจจุบัน ที่ทุกคนต้องระวังเอาไว้ให้ดี“ไบโพลาร์” โรคยอดนิยมในปัจจุบัน ที่ทุกคนต้องระวังเอาไว้ให้ดี
หากพูดถึงโรคอารมณ์สองขั้วหลาย ๆ คนจะต้องรู้จักกันอย่างแน่นอน หรือเรียกง่าย ๆ ว่าโรค “ไบโพลาร์” นั่นเอง โดยโรคนี้จะเกิดจากสาเหตุสำคัญที่มาจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง หรือเกิดจากพันธุกรรม รวมทั้งสาเหตุอื่น ๆ ทั้งในเรื่องของความเครียด สารเสพติด สภาพแวดล้อม และการเลี้ยงดูของพ่อแม่ด้วยเช่นกัน หากใครที่เป็นโรคไบโพลาร์แล้วอาจจะมีอาการซึมเศร้าสลับกับอารมณ์ดีแบบผิดปกติเหมือนเป็นคนละคน และจะมีอาการในลักษณะนี้ต่อเนื่องกันยาวนานกว่า 1 สัปดาห์นั่นเอง อาการแบบไหนเป็นโรคไบโพลาร์? ทุกคนรู้หรือไม่ว่าโรคไบโพลาร์จะมีอาการของโรคขั้นพื้นฐานทั้งหมด 4 อาการด้วยกัน และอาการทั้งหมดจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งทางด้านอารมณ์และด้านร่างกาย จนทำให้เกิดการเปลี่ยนทางอารมณ์ เรี่ยวแรง และความคล่องตัว รวมทั้งยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้เช่นเดียวกัน
ไขข้อสงสัยเมื่อตั้งครรภ์ ทำไมคุณแม่ถึงจำเป็นต้องฝากครรภ์ทันที?ไขข้อสงสัยเมื่อตั้งครรภ์ ทำไมคุณแม่ถึงจำเป็นต้องฝากครรภ์ทันที?
ผู้หญิงทุกคนจะรู้กันเป็นอย่างดีอยู่แล้วว่า เมื่อเราตั้งครรภ์จะต้องรีบไปฝากครรภ์ในทันที เพราะการฝากครรภ์จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยป้องกัน หรือติดตามพัฒนาการของลูกในครรภ์ได้ตลอดทั้ง 9 เดือน และเชื่อเลยว่าหากใครที่เป็นคุณแม่มือใหม่ จะต้องกังวลในเรื่องนี้อย่างแน่นอน เพราะยังไม่มีประสบการณ์ในการฝากครรภ์มาก่อน และจะต้องมีคำถามตามมาอย่างมากมายว่า ควรฝากครรภ์ในช่วงไหนดี หรือฝากครรภ์ที่ไหนดี และต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นเราไปไขข้อสงสัยในส่วนนี้กันเลย ไขข้อสงสัย ทำไมเราต้องฝากครรภ์เมื่อท้อง สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ สิ่งแรกที่คุณแม่ควรทำเมื่อรู้ตัวว่าท้อง คือ การฝากครรภ์นั่นเอง เพราะการฝากครรภ์จะเป็นการติดตาม และเฝ้าระวังในเรื่องความไม่ผิดปกติ หรือเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ อย่างเช่น ดาวน์ซินโดรม ซิฟิลิส โรคเบาหวาน
กินเผ็ดเกินไปทำให้ท้องเสียได้จริงหรือไม่?กินเผ็ดเกินไปทำให้ท้องเสียได้จริงหรือไม่?
สำหรับใครที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็น ยำ ส้มตำ หรือแม้แต่การรับประทานอาหารประเภทอื่น ๆ และใส่พริกเข้าไปเยอะ ๆ เมื่อเรารับประทานเสร็จแล้วอาจจะทำให้ท้องเสียได้ ซึ่งอาการท้องเสียหลังรับประทานอาหารเผ็ดหรืออาหารรสจัด สามารถเกิดขึ้นไปกับทุกคน เพราะการกินเผ็ดแล้วท้องเสียจะเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของร่างกายต่อสารบางชนิด แต่ทั้งนี้การกินเผ็ดแล้วท้องเสียก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอย่างที่คิด แถมยังมีวิธีรับมืออีกด้วย เพราะฉะนั้นหากใครที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารรสจัด มาดูกันเลยว่าจะมีวิธีรับมือได้อย่างไร สาเหตุของอาการกินเผ็ดแล้วท้องเสีย แน่นอนว่าหากเรากินเผ็ด จะต้องเป็นอาหารที่มีพริกเป็นส่วนประกอบอย่างแน่นอน และในพริกจะมีสารชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า สารแคปไซซิน ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์เผ็ดร้อน ยิ่งเรารับประทานอาหารที่มีความเผ็ดมากเท่าไหร่ ร่างกายจะได้รับสารนี้มากยิ่งขึ้น และฤทธิ์ของสารนี้เอง อาจจะส่งผลให้เกิดการระคายเคืองในเยื่อบุกระเพาะอาหาร จนทำให้เกิดอาการท้องเสียตามมาได้ ทั้งนี้อาการกินเผ็ดแล้วท้องเสียจะเกิดขึ้นกับแค่บงคนเท่านั้น เพราะในแต่ละคนจะมีการต่อต้านฤทธิ์ของสารที่แตกต่างกันอกไปนั่นเอง วิธีรับมือกับอาการกินเผ็ดแล้วท้องเสีย
กรดไหลย้อน โรคที่ทุกคนควรระวังให้มากที่สุดกรดไหลย้อน โรคที่ทุกคนควรระวังให้มากที่สุด
เชื่อว่าหลาย ๆ คนจะต้องเคยเป็น “กรดไหลย้อน” กันอย่างแน่นอน ซึ่งบางคนอาจจะบอกว่า กรดไหลย้อนเป็นอาการที่จะเกิดขึ้นได้ หากเรารับประทานอาหารแล้วนอนในทันที โดยที่อาหารยังไม่ย่อยก็จะก่อให้เกิดกรดไหลย้อนได้ง่ายเช่นเดียวกัน แต่ทุกคนรู้หรือไม่ว่าความจริงแล้วกรดไหลย้อนสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ ดังนั้นหากใครที่เป็นกรดไหลย้อนบ่อย มาดูกันเลยว่ากรดไหลย้อนจะมีวิธีการรักษาได้อย่างไรบ้าง สาเหตุที่ทำให้เกิดกรดไหลย้อน มีสาเหตุใดบ้าง สำหรับกรดไหลย้อน จะเป็นโรคที่เกิดจากการไหลย้อนของสารคัดหลั่งในกระเพาะอาหาร ไม่ว่าจะเป็น กรดหรือแก๊สกลับไปที่หลอดอาหาร ซึ่งปกติแล้วร่างกายของเรามักจะมีการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารขึ้นไปที่หลอดอาหารอยู่บ้าง โดยเฉพาะในช่วงหลังรับประทานอาหารเสร็จ แต่ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะมีปริมาณของกรดที่ย้อนมากขึ้นกว่าปกติ ทั้งนี้สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคกรดไหลย้อนจะมีอยู่หลากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรมการใช้ชีวิต โรคอ้วน ความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ความผิดปกติในการบีบตัวของหลอดอาหาร หรือความผิดปกติของหูรูดส่วนปลายหลอดอาหาร เป็นต้น ดังนั้นในส่วนนี้เราจำเป็นต้องรักษาอย่างถูกวิธี
อาการปวดท้องประจำเดือนคืออะไร และหากเป็นสามารถดูแลตัวเองในเบื้องต้นได้อย่างไรบ้างอาการปวดท้องประจำเดือนคืออะไร และหากเป็นสามารถดูแลตัวเองในเบื้องต้นได้อย่างไรบ้าง
อาการปวดท้องประจำเดือน เป็นอาการที่สาว ๆ หลายคนเป็นกันในทุก ๆ เดือน โดยอาการปวดประจำเดือนก็จะเป็นอาการที่เกิดขึ้นบริเวณท้องน้อย หรือว่าบริเวณอุ้งเชิงกราน และส่วนใหญ่แล้วอาการปวดท้องประจำเดือนมักจะมีขึ้นในช่วงก่อนประจำเดือนมา 1-2 วัน ในบางรายนอกจากที่จะมีอาการปวดท้องประจำเดือนแล้ว ก็อาจจะมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การปวดหลัง, คลื่นไส้ หรือว่าถ่ายเหลว ทั้งนี้จากการสำรวจก็พบว่า ผู้หญิงมากถึง 60-90 เปอร์เซ็นต์ มักจะมีอาการปวดท้องประจำเดือน ซึ่งอาการปวดจะมีมากหรือว่ามีน้อยก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล และแล้วแต่ปัจจัยอื่น ๆ ประกอบกันด้วยนั่นเอง เมื่อปวดท้องประจำเดือน สามารถดูแลตัวเองในเบื้องต้นได้อย่างไรบ้าง
วงการแพทย์ จะใช้ Ai เข้ามาช่วยในการทำงานให้ง่ายมากขึ้นได้ยังไง? วงการแพทย์ จะใช้ Ai เข้ามาช่วยในการทำงานให้ง่ายมากขึ้นได้ยังไง?
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมการดูแลสุขภาพของเรา ด้วยการทำงานของระบบ Ai สาขาการแพทย์และสาขาเฉพาะทางต่าง ๆ ที่นำมาผสมผสานรวมกับการเรียนรู้ของเครื่อง (ML), การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) และการเรียนรู้เชิงลึก (DL) ทำให้ ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์มีเครื่องมือในการจัดการปัญหาด้านการดูแลสุขภาพได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และแม่นยำยิ่งขึ้น Ai ช่วยคุณหมอและวงการแพทย์ทำงานได้ยังไง? ด้วยความที่ Ai สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากในคราวเดียวได้ ทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูล การทดลองวิจัยทางคลินิก และการกล่าวอ้างทางการแพทย์ได้แบบเป็นระบบมากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากอัลกอริธึมขั้นสูง การเรียนรู้ของ Ai และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปปรับปรุงการทำงานในกระบวนการทางการแพทย์ การวินิจฉัย การรักษา
ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน โรคร้ายที่ต้องระวังอันมีสาเหตุมาจากการ “กิน”ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน โรคร้ายที่ต้องระวังอันมีสาเหตุมาจากการ “กิน”
ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน โรคที่เกิดได้จากการสัมผัสสิ่งสกปรกรอบ ๆ ตัวเราในแต่ละวัน โดยมักจะเกิดขึ้นกับคนที่ไม่ล้างมือก่อนการรับประทานอาหาร หรืออาจเกิดได้จากการที่อาหารที่รับประทานเข้าไปนั้นมีเชื้อปนเปื้อนอยู่ หรือการผลิตอาหารด้วยกรรมวิธีที่ไม่สะอาดนั่นเอง ส่งผลให้เกิดโรคลำไส้อักเสบเฉียบพลัน ตามมาได้นั่นเอง ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน คืออะไร ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน เกิดจากการกินอาหาร หรือน้ำที่มีสารพิษปนเปื้อนเข้าไปในร่างกายของเรา โดยทั่วไปแล้วแพทย์จะวินิจฉัยว่า อาหารเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคดังกล่าว โดยจะถือเอาอาหารมื้อล่าสุดเป็นต้นเหตุในการเกิดโรค แต่สำหรับโรคติดเชื้อทางลำไส้นั้นไม่แน่นอนเสมอไป เพราะโรคนั้นจะมีระยะเวลาที่เกิดขึ้นซึ่งจะเรียกว่าระยะฟักตัว อันเป็นลักษณะของการติดเชื้อ โดยสามารถใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึงหลายวันเลยก็มี การแบ่งประเภทของโรคลำไส้อักเสบเฉียบพลัน ที่มาจากการติดเชื้อ 1. เกิดจากแบคทีเรีย เป็นลักษณะที่ไม่มีการรุกรานผิวของลำไส้ (Non-invasive) ส่วนใหญ่เกิดจากแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย อาจทำให้ถ่ายมากกว่า 10
