หลายคนอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับภาวะโลหิตจางมาแล้วใช่หรือไม่ ภาวะที่หากเกิดขึ้นกับร่างกายของคุณแล้วละก็อาจทำให้การใช้ชีวิตของคุณไม่เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป หลายคนที่กำลังเป็นอยู่ หรือสงสัยว่าเป็น แต่ยังไม่แน่ใจว่าใช่อาการของภาวะดังกล่าวหรือไม่ วันนี้เราจะมาบอกถึงความหมายของภาวะโลหิตจาง ลักษณะอาการ รวมไปถึงความอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการเกิดภาวะดังกล่าวให้ทุกคนได้ศึกษาไปด้วยกันในบทความนี้ ภาวะโลหิตจาง คืออะไร ภาวะของโลหิตจาง (Anemia) หรือที่หลายคนเรียกกันว่า ภาวะซีด คือภาวะที่คนคนหนึ่งมีความเข้มข้นของเลือดแดงต่ำกว่าปกติ โดยองค์การอนามัยโลก WHO ได้ระบุเกณฑ์ภาวะโลหิตจางเอาไว้ว่า ผู้ป่วยที่มีปริมาณฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ต่ำกว่า 12 g/dL (ในเพศหญิง), ต่ำกว่า 13 g/dL (ในเพศชาย) และต่ำกว่า 11
Category: Medical
แพ้ยา ควรรับมืออย่างไรดีที่สุด?แพ้ยา ควรรับมืออย่างไรดีที่สุด?
โดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่มักจะมีอาการแพ้ที่แตกต่างกันออกไป แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่มีอาการแพ้ยาด้วยเช่นกัน ซึ่งการแพ้ยาถือเป็นเรื่องอันตรายที่ของการใช้ยา ที่เกิดจากปฏิกิริยาการต่อต้านของร่างกาย และสามารถเกิดขึ้นได้กับยาทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น ยารับประทาน ยาฉีด ยาทา หรือยาสลบ และอาการแพ้ยาจะขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคล มีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นเรามาดูกันเลยว่า ควรรับมือกับอาการแพ้ยาอย่างไรให้เหมาะสมมากที่สุด อาการแพ้ยาเกิดขึ้นจากสาเหตุใด สำหรับอาการแพ้ยานั้น จะเกิดขึ้นจากการที่ร่างกายของเราสร้างภูมิคุ้มกันไวเกินไปต่อตัวยาชนิดนั้น ๆ ดังนั้นจึงแสดงอาการแพ้ออกมา โดยที่อาการแพ้ยาจะมีหลายอย่างด้วยกัน อย่างเช่น เกิดผื่นขึ้นตามผิวหนัง ตับอักเสบ และอาการอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งอาการแพ้ยาปกติแล้วสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกระบบในร่างกาย ในส่วนของความรุนแรงอาการแพ้ยา จะขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัยด้วยกัน อาจจะเป็นที่ตัวคนไข้เอง
ผู้ที่ใส่ฟันปลอมต้องรู้ การดูแลฟันปลอมแบบถอดได้ จะต้องดูแลอย่างไรบ้างผู้ที่ใส่ฟันปลอมต้องรู้ การดูแลฟันปลอมแบบถอดได้ จะต้องดูแลอย่างไรบ้าง
อย่างที่รู้กันดีว่า ฟันของคนเรามีอายุขัย และมีโอกาสที่จะหลุดร่วงหมดไปตามกาลเวลา เมื่อมีฟันหลุดร่วงไป เราก็จำเป็นที่จะต้องหาฟันใหม่เข้ามาแทนที่ เพื่อที่จะช่วยให้สามารถกินอาหารได้เหมือนเดิม โดยทางเลือกที่มักจะใช้กันเมื่อฟันแท้หลุดร่วงไปแล้ว ก็คือ การใช้ฟันปลอม ปัจจุบันนี้มีฟันปลอมก็มีให้เลือกอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน นั่นก็คือ ฟันปลอมแบบถอดได้ และฟันปลอมแบบติดแน่น ฟันปลอมทั้งสองแบบนั้น ก็มีความแตกต่างกันอยู่ในหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงเรื่องของการดูแลฟันปลอมทั้งสองแบบนี้ก็ไม่เหมือนกันด้วย ซึ่งการดูแลรักษาที่ถูกวิธีถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ และเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจมาก ๆ นั่นก็เพื่อสุขลักษณะที่ดีในการช่องปาก ในการดูแลฟันปลอมแบบถอดได้ก็จะต้องดูแลให้ถูกวิธีเช่นกัน แล้ววิธีการดูแลฟันปลอมแบบถอดได้ จะต้องทำอย่างไรบ้าง มาติดตามกันเลย วิธีการดูแลฟันปลอมแบบถอดได้ ต้องทำอย่างไร
ผลกระทบระยะยาวของคนที่เคยเป็นโรคโควิด-19ผลกระทบระยะยาวของคนที่เคยเป็นโรคโควิด-19
โควิด-19 เป็นโรคที่แพร่กระจายมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลาหลายปีที่หลายคนเคยมีประสบการณ์การเป็นโรคนี้ ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่ในช่วงแรกนั้นมีคนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก หลังจากป่วยด้วยโรคโควิดก็จะมีผลระยะยาว ในบทความนี้เราจะพูดถึงผลกระทบที่ได้รับว่ามีอะไรบ้าง ผลกระทบจากโรคโควิดในระยะยาว ส่วนผลกระทบภายหลังจากที่เป็นโรค COVID-19 ของผู้เคยป่วยเป็นโรคนี้นั้น มีหลายสิ่งด้วยกัน คือ ภาวะ LONG COVID-19 ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือเกิดใหม่หลังจากติดเชื้อไวรัส COVID-19 นับแต่วันที่ตรวจพบว่ามีการติดเชื้อ ระยะเวลาอาการขั้นต่ำคือ 2 เดือน ซึ่งมีอยู่หลายระบบ โดยอาการระยะยาวที่พบบ่อยที่สุดนั้น สามารถอธิบายได้ดังนี้ – ปวดหัว – ลืมง่าย จำอะไรไม่ค่อยได้ – ร่างกายอ่อนแอแบบเฉียบพลัน
“ไบโพลาร์” โรคยอดนิยมในปัจจุบัน ที่ทุกคนต้องระวังเอาไว้ให้ดี“ไบโพลาร์” โรคยอดนิยมในปัจจุบัน ที่ทุกคนต้องระวังเอาไว้ให้ดี
หากพูดถึงโรคอารมณ์สองขั้วหลาย ๆ คนจะต้องรู้จักกันอย่างแน่นอน หรือเรียกง่าย ๆ ว่าโรค “ไบโพลาร์” นั่นเอง โดยโรคนี้จะเกิดจากสาเหตุสำคัญที่มาจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง หรือเกิดจากพันธุกรรม รวมทั้งสาเหตุอื่น ๆ ทั้งในเรื่องของความเครียด สารเสพติด สภาพแวดล้อม และการเลี้ยงดูของพ่อแม่ด้วยเช่นกัน หากใครที่เป็นโรคไบโพลาร์แล้วอาจจะมีอาการซึมเศร้าสลับกับอารมณ์ดีแบบผิดปกติเหมือนเป็นคนละคน และจะมีอาการในลักษณะนี้ต่อเนื่องกันยาวนานกว่า 1 สัปดาห์นั่นเอง อาการแบบไหนเป็นโรคไบโพลาร์? ทุกคนรู้หรือไม่ว่าโรคไบโพลาร์จะมีอาการของโรคขั้นพื้นฐานทั้งหมด 4 อาการด้วยกัน และอาการทั้งหมดจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งทางด้านอารมณ์และด้านร่างกาย จนทำให้เกิดการเปลี่ยนทางอารมณ์ เรี่ยวแรง และความคล่องตัว รวมทั้งยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้เช่นเดียวกัน
ไขข้อสงสัยเมื่อตั้งครรภ์ ทำไมคุณแม่ถึงจำเป็นต้องฝากครรภ์ทันที?ไขข้อสงสัยเมื่อตั้งครรภ์ ทำไมคุณแม่ถึงจำเป็นต้องฝากครรภ์ทันที?
ผู้หญิงทุกคนจะรู้กันเป็นอย่างดีอยู่แล้วว่า เมื่อเราตั้งครรภ์จะต้องรีบไปฝากครรภ์ในทันที เพราะการฝากครรภ์จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยป้องกัน หรือติดตามพัฒนาการของลูกในครรภ์ได้ตลอดทั้ง 9 เดือน และเชื่อเลยว่าหากใครที่เป็นคุณแม่มือใหม่ จะต้องกังวลในเรื่องนี้อย่างแน่นอน เพราะยังไม่มีประสบการณ์ในการฝากครรภ์มาก่อน และจะต้องมีคำถามตามมาอย่างมากมายว่า ควรฝากครรภ์ในช่วงไหนดี หรือฝากครรภ์ที่ไหนดี และต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นเราไปไขข้อสงสัยในส่วนนี้กันเลย ไขข้อสงสัย ทำไมเราต้องฝากครรภ์เมื่อท้อง สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ สิ่งแรกที่คุณแม่ควรทำเมื่อรู้ตัวว่าท้อง คือ การฝากครรภ์นั่นเอง เพราะการฝากครรภ์จะเป็นการติดตาม และเฝ้าระวังในเรื่องความไม่ผิดปกติ หรือเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ อย่างเช่น ดาวน์ซินโดรม ซิฟิลิส โรคเบาหวาน
กินเผ็ดเกินไปทำให้ท้องเสียได้จริงหรือไม่?กินเผ็ดเกินไปทำให้ท้องเสียได้จริงหรือไม่?
สำหรับใครที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็น ยำ ส้มตำ หรือแม้แต่การรับประทานอาหารประเภทอื่น ๆ และใส่พริกเข้าไปเยอะ ๆ เมื่อเรารับประทานเสร็จแล้วอาจจะทำให้ท้องเสียได้ ซึ่งอาการท้องเสียหลังรับประทานอาหารเผ็ดหรืออาหารรสจัด สามารถเกิดขึ้นไปกับทุกคน เพราะการกินเผ็ดแล้วท้องเสียจะเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของร่างกายต่อสารบางชนิด แต่ทั้งนี้การกินเผ็ดแล้วท้องเสียก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอย่างที่คิด แถมยังมีวิธีรับมืออีกด้วย เพราะฉะนั้นหากใครที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารรสจัด มาดูกันเลยว่าจะมีวิธีรับมือได้อย่างไร สาเหตุของอาการกินเผ็ดแล้วท้องเสีย แน่นอนว่าหากเรากินเผ็ด จะต้องเป็นอาหารที่มีพริกเป็นส่วนประกอบอย่างแน่นอน และในพริกจะมีสารชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า สารแคปไซซิน ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์เผ็ดร้อน ยิ่งเรารับประทานอาหารที่มีความเผ็ดมากเท่าไหร่ ร่างกายจะได้รับสารนี้มากยิ่งขึ้น และฤทธิ์ของสารนี้เอง อาจจะส่งผลให้เกิดการระคายเคืองในเยื่อบุกระเพาะอาหาร จนทำให้เกิดอาการท้องเสียตามมาได้ ทั้งนี้อาการกินเผ็ดแล้วท้องเสียจะเกิดขึ้นกับแค่บงคนเท่านั้น เพราะในแต่ละคนจะมีการต่อต้านฤทธิ์ของสารที่แตกต่างกันอกไปนั่นเอง วิธีรับมือกับอาการกินเผ็ดแล้วท้องเสีย
กรดไหลย้อน โรคที่ทุกคนควรระวังให้มากที่สุดกรดไหลย้อน โรคที่ทุกคนควรระวังให้มากที่สุด
เชื่อว่าหลาย ๆ คนจะต้องเคยเป็น “กรดไหลย้อน” กันอย่างแน่นอน ซึ่งบางคนอาจจะบอกว่า กรดไหลย้อนเป็นอาการที่จะเกิดขึ้นได้ หากเรารับประทานอาหารแล้วนอนในทันที โดยที่อาหารยังไม่ย่อยก็จะก่อให้เกิดกรดไหลย้อนได้ง่ายเช่นเดียวกัน แต่ทุกคนรู้หรือไม่ว่าความจริงแล้วกรดไหลย้อนสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ ดังนั้นหากใครที่เป็นกรดไหลย้อนบ่อย มาดูกันเลยว่ากรดไหลย้อนจะมีวิธีการรักษาได้อย่างไรบ้าง สาเหตุที่ทำให้เกิดกรดไหลย้อน มีสาเหตุใดบ้าง สำหรับกรดไหลย้อน จะเป็นโรคที่เกิดจากการไหลย้อนของสารคัดหลั่งในกระเพาะอาหาร ไม่ว่าจะเป็น กรดหรือแก๊สกลับไปที่หลอดอาหาร ซึ่งปกติแล้วร่างกายของเรามักจะมีการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารขึ้นไปที่หลอดอาหารอยู่บ้าง โดยเฉพาะในช่วงหลังรับประทานอาหารเสร็จ แต่ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะมีปริมาณของกรดที่ย้อนมากขึ้นกว่าปกติ ทั้งนี้สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคกรดไหลย้อนจะมีอยู่หลากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรมการใช้ชีวิต โรคอ้วน ความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ความผิดปกติในการบีบตัวของหลอดอาหาร หรือความผิดปกติของหูรูดส่วนปลายหลอดอาหาร เป็นต้น ดังนั้นในส่วนนี้เราจำเป็นต้องรักษาอย่างถูกวิธี
อาการปวดท้องประจำเดือนคืออะไร และหากเป็นสามารถดูแลตัวเองในเบื้องต้นได้อย่างไรบ้างอาการปวดท้องประจำเดือนคืออะไร และหากเป็นสามารถดูแลตัวเองในเบื้องต้นได้อย่างไรบ้าง
อาการปวดท้องประจำเดือน เป็นอาการที่สาว ๆ หลายคนเป็นกันในทุก ๆ เดือน โดยอาการปวดประจำเดือนก็จะเป็นอาการที่เกิดขึ้นบริเวณท้องน้อย หรือว่าบริเวณอุ้งเชิงกราน และส่วนใหญ่แล้วอาการปวดท้องประจำเดือนมักจะมีขึ้นในช่วงก่อนประจำเดือนมา 1-2 วัน ในบางรายนอกจากที่จะมีอาการปวดท้องประจำเดือนแล้ว ก็อาจจะมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การปวดหลัง, คลื่นไส้ หรือว่าถ่ายเหลว ทั้งนี้จากการสำรวจก็พบว่า ผู้หญิงมากถึง 60-90 เปอร์เซ็นต์ มักจะมีอาการปวดท้องประจำเดือน ซึ่งอาการปวดจะมีมากหรือว่ามีน้อยก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล และแล้วแต่ปัจจัยอื่น ๆ ประกอบกันด้วยนั่นเอง เมื่อปวดท้องประจำเดือน สามารถดูแลตัวเองในเบื้องต้นได้อย่างไรบ้าง
วงการแพทย์ จะใช้ Ai เข้ามาช่วยในการทำงานให้ง่ายมากขึ้นได้ยังไง? วงการแพทย์ จะใช้ Ai เข้ามาช่วยในการทำงานให้ง่ายมากขึ้นได้ยังไง?
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมการดูแลสุขภาพของเรา ด้วยการทำงานของระบบ Ai สาขาการแพทย์และสาขาเฉพาะทางต่าง ๆ ที่นำมาผสมผสานรวมกับการเรียนรู้ของเครื่อง (ML), การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) และการเรียนรู้เชิงลึก (DL) ทำให้ ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์มีเครื่องมือในการจัดการปัญหาด้านการดูแลสุขภาพได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และแม่นยำยิ่งขึ้น Ai ช่วยคุณหมอและวงการแพทย์ทำงานได้ยังไง? ด้วยความที่ Ai สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากในคราวเดียวได้ ทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูล การทดลองวิจัยทางคลินิก และการกล่าวอ้างทางการแพทย์ได้แบบเป็นระบบมากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากอัลกอริธึมขั้นสูง การเรียนรู้ของ Ai และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปปรับปรุงการทำงานในกระบวนการทางการแพทย์ การวินิจฉัย การรักษา
