Hunter Yoga Medical “ไบโพลาร์” โรคยอดนิยมในปัจจุบัน ที่ทุกคนต้องระวังเอาไว้ให้ดี

“ไบโพลาร์” โรคยอดนิยมในปัจจุบัน ที่ทุกคนต้องระวังเอาไว้ให้ดี

หากพูดถึงโรคอารมณ์สองขั้วหลาย ๆ คนจะต้องรู้จักกันอย่างแน่นอน หรือเรียกง่าย ๆ ว่าโรค “ไบโพลาร์” นั่นเอง โดยโรคนี้จะเกิดจากสาเหตุสำคัญที่มาจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง หรือเกิดจากพันธุกรรม รวมทั้งสาเหตุอื่น ๆ ทั้งในเรื่องของความเครียด สารเสพติด สภาพแวดล้อม และการเลี้ยงดูของพ่อแม่ด้วยเช่นกัน หากใครที่เป็นโรคไบโพลาร์แล้วอาจจะมีอาการซึมเศร้าสลับกับอารมณ์ดีแบบผิดปกติเหมือนเป็นคนละคน และจะมีอาการในลักษณะนี้ต่อเนื่องกันยาวนานกว่า 1 สัปดาห์นั่นเอง

อาการแบบไหนเป็นโรคไบโพลาร์?

ทุกคนรู้หรือไม่ว่าโรคไบโพลาร์จะมีอาการของโรคขั้นพื้นฐานทั้งหมด 4 อาการด้วยกัน และอาการทั้งหมดจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งทางด้านอารมณ์และด้านร่างกาย จนทำให้เกิดการเปลี่ยนทางอารมณ์ เรี่ยวแรง และความคล่องตัว รวมทั้งยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้เช่นเดียวกัน 

เนื่องจากผู้ป่วยที่เป็นโรคไบโพลาร์จะเกิดการแบ่งอารมณ์เป็น 2 ขั้นอย่างชัดเจน ได้แก่ ขั้วอารมณ์คึกคัก หรือมีอารมณ์ดีแบบผิดปกติ และขั้วซึมเศร้า ที่จะเกิดความเศร้าอย่างไม่มีสาเหตุ โดยระยะเวลาในการแสดงอาการของแต่ละขั้ว อาจจะกินเวลายาวนานหลายวัน หรือหลายสัปดาห์เลยทีเดียว

สัญญาณเตือนที่บอกว่าเราเข้าข่ายเป็นโรคไบโพลาร์

สำหรับสัญญาณเตือนของโรคไบโพลาร์นั้น จะต้องบอกเลยว่ามีสัญญาณเตือนโรคอย่างมากมาย ที่เราจำเป็นต้องสังเกตตนเองและคนรอบข้างให้ดี หากใครที่มีการแสดงอาการต่าง ๆ เหล่านี้ อาจจะเป็นสัญญาณเตือนของการเป็นโรคไบโพลาร์ได้ ไม่ว่าจะเป็น มีความหงุดหงิดง่ายในบางกรณี มีอารมณ์ดีมากเกินไป มีพฤติกรรมที่สม่ำเสมอ ไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีเสียก่อน มีปัญหาในเรื่องการทำงานให้สำเร็จ และมีอาการต่าง ๆ ของโรคซึมเศร้าแทรกซ้อน เป็นต้น หากใครที่มีอาการเหล่านี้ควรเข้าไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในทันที เพราะหากเป็นโรคไบโพลาร์จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน

วิธีรักษาโรคไบโพลาร์อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ในปัจจุบันจะเห็นได้ชัดเลยว่า คนส่วนใหญ่มีอาการเกิดโรคไบโพลาร์ได้มากยิ่งขึ้น ด้วยสภาพแวดล้อม ความเครียด หรือการใช้สารเสพติดต่าง ๆ แต่โรคไบโพลาร์จะสามารถรักษาได้ แม้จะไม่หายขาดแบบ 100% แต่หากผู้ป่วยเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ โดยการรักษาจะมีหลากหลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • การรักษาโรคไบโพลาร์ด้วยยา เพื่อปรับสารสื่อประสาทในสมองของผู้ป่วย ให้กลับสู่ภาวะปกติ
  • การบำบัดทางด้านสังคมจิตใจ เข้ารับการปรึกษาและการทำจิตบำบัด
  • คนรอบ ๆ ข้างช่วยดูแล และทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค และเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี

อย่างไรก็ตามโรคไบโพลาร์จะสามารถบรรเทาได้ด้วยการรักษาอย่างถูกวิธี และจะต้องปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัด รับประทานยาอย่างต่อเนื่อง และในขณะเดียวกันควรได้รับความเข้าใจจากบุคคลรอบข้าง เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เป็นตัวกระตุ้นให้อาการกำเริบได้ดีที่สุด

Related Post

Acid reflux

กรดไหลย้อน โรคที่ทุกคนควรระวังให้มากที่สุดกรดไหลย้อน โรคที่ทุกคนควรระวังให้มากที่สุด

เชื่อว่าหลาย ๆ คนจะต้องเคยเป็น “กรดไหลย้อน” กันอย่างแน่นอน ซึ่งบางคนอาจจะบอกว่า กรดไหลย้อนเป็นอาการที่จะเกิดขึ้นได้ หากเรารับประทานอาหารแล้วนอนในทันที โดยที่อาหารยังไม่ย่อยก็จะก่อให้เกิดกรดไหลย้อนได้ง่ายเช่นเดียวกัน แต่ทุกคนรู้หรือไม่ว่าความจริงแล้วกรดไหลย้อนสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ ดังนั้นหากใครที่เป็นกรดไหลย้อนบ่อย มาดูกันเลยว่ากรดไหลย้อนจะมีวิธีการรักษาได้อย่างไรบ้าง สาเหตุที่ทำให้เกิดกรดไหลย้อน มีสาเหตุใดบ้าง สำหรับกรดไหลย้อน จะเป็นโรคที่เกิดจากการไหลย้อนของสารคัดหลั่งในกระเพาะอาหาร ไม่ว่าจะเป็น กรดหรือแก๊สกลับไปที่หลอดอาหาร ซึ่งปกติแล้วร่างกายของเรามักจะมีการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารขึ้นไปที่หลอดอาหารอยู่บ้าง โดยเฉพาะในช่วงหลังรับประทานอาหารเสร็จ แต่ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะมีปริมาณของกรดที่ย้อนมากขึ้นกว่าปกติ ทั้งนี้สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคกรดไหลย้อนจะมีอยู่หลากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรมการใช้ชีวิต โรคอ้วน ความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ความผิดปกติในการบีบตัวของหลอดอาหาร หรือความผิดปกติของหูรูดส่วนปลายหลอดอาหาร เป็นต้น ดังนั้นในส่วนนี้เราจำเป็นต้องรักษาอย่างถูกวิธี

ยาคุมฉุกเฉิน

ยาคุมฉุกเฉิน ยาคุมฉุกเฉิน 

ยาคุมฉุกเฉิน (Emergency Contraceptive Pill) ) ยาคุมฉุกเฉินมีข้อบ่งใช้ในการป้องกันการตั้งครรภ์ในกรณีฉุกเฉิน ขอย้ำว่าใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ซึ่งเป็นยาเม็ดฮอร์โมนขนาดสูงที่รับประทานหลังจากมีเพศสัมพันธ์ เพื่อลดโอกาสที่จะตั้งครรภ์หลังจากที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน หรือเกิดความผิดพลาดจากการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น เช่น ถุงยางอนามัยฉีกขาด ฝ่ายหญิงลืมรับประทานยาคุมกำเนิด รวมถึงแม้กระทั่งการถูกข่มขืนกระทำชำเรา  อสุจิสามารถอยู่ได้ในทางเดินระบบสืบพันธุ์ผู้หญิงนานสุดถึง 5 วันหลังการมีเพศสัมพันธ์ หากไข่ตกภายในช่วง5 วันนี้สามารถเกิดการปฏิสนธิ(fertilization) และอาจทำให้ตั้งครรภ์ได้ ดังนั้นการออกฤทธิ์ของยาคุมกำเนิดฉุกเฉินจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิสนธิหรือไม่ให้เกิดการฝังตัวโดยมีกลไกที่สำคัญคือ รบกวนหรือชะลอการตกไข่ รบกวนการเคลื่อนที่ของอสุจิที่จะเข้าไปผสมกับไข่ และเปลี่ยนแปลงเยื่อบุโพรงมดลูกเพื่อทำให้ยากแก่การฝังตัวของไข่ที่ผสมกับอสุจิแล้ว เนื่องจากยาออกฤทธิ์ป้องกันไม่ให้ไข่ที่ผสมกับอสุจิแล้วฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูก ดังนั้นหากมีการฝังตัวของไข่ที่ผสมกับอสุจิที่ผนังมดลูกไปแล้วค่อยรับประทานยา ยาที่รับประทานเข้าไปก็จะไม่สามารถเข้าไปป้องกันการตั้งครรภ์และไม่สามารถทำให้เกิดการแท้งได้  วิธีการรับประทานยาคุมฉุกเฉิน  ในกล่องของยาคุมฉุกเฉิน 1

Eating food that is too spicy causes diarrhea.

กินเผ็ดเกินไปทำให้ท้องเสียได้จริงหรือไม่?กินเผ็ดเกินไปทำให้ท้องเสียได้จริงหรือไม่?

สำหรับใครที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็น ยำ ส้มตำ หรือแม้แต่การรับประทานอาหารประเภทอื่น ๆ และใส่พริกเข้าไปเยอะ ๆ เมื่อเรารับประทานเสร็จแล้วอาจจะทำให้ท้องเสียได้ ซึ่งอาการท้องเสียหลังรับประทานอาหารเผ็ดหรืออาหารรสจัด สามารถเกิดขึ้นไปกับทุกคน เพราะการกินเผ็ดแล้วท้องเสียจะเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของร่างกายต่อสารบางชนิด แต่ทั้งนี้การกินเผ็ดแล้วท้องเสียก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอย่างที่คิด แถมยังมีวิธีรับมืออีกด้วย เพราะฉะนั้นหากใครที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารรสจัด มาดูกันเลยว่าจะมีวิธีรับมือได้อย่างไร สาเหตุของอาการกินเผ็ดแล้วท้องเสีย แน่นอนว่าหากเรากินเผ็ด จะต้องเป็นอาหารที่มีพริกเป็นส่วนประกอบอย่างแน่นอน และในพริกจะมีสารชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า สารแคปไซซิน ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์เผ็ดร้อน ยิ่งเรารับประทานอาหารที่มีความเผ็ดมากเท่าไหร่ ร่างกายจะได้รับสารนี้มากยิ่งขึ้น และฤทธิ์ของสารนี้เอง อาจจะส่งผลให้เกิดการระคายเคืองในเยื่อบุกระเพาะอาหาร จนทำให้เกิดอาการท้องเสียตามมาได้ ทั้งนี้อาการกินเผ็ดแล้วท้องเสียจะเกิดขึ้นกับแค่บงคนเท่านั้น เพราะในแต่ละคนจะมีการต่อต้านฤทธิ์ของสารที่แตกต่างกันอกไปนั่นเอง วิธีรับมือกับอาการกินเผ็ดแล้วท้องเสีย