Hunter Yoga Medical ภาวะโลหิตจาง ไม่แช่โรคแต่สร้างปัญหาสุขภาพที่รุนแรงได้ 

ภาวะโลหิตจาง ไม่แช่โรคแต่สร้างปัญหาสุขภาพที่รุนแรงได้ 

หลายคนอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับภาวะโลหิตจางมาแล้วใช่หรือไม่ ภาวะที่หากเกิดขึ้นกับร่างกายของคุณแล้วละก็อาจทำให้การใช้ชีวิตของคุณไม่เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป หลายคนที่กำลังเป็นอยู่ หรือสงสัยว่าเป็น แต่ยังไม่แน่ใจว่าใช่อาการของภาวะดังกล่าวหรือไม่ วันนี้เราจะมาบอกถึงความหมายของภาวะโลหิตจาง ลักษณะอาการ รวมไปถึงความอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการเกิดภาวะดังกล่าวให้ทุกคนได้ศึกษาไปด้วยกันในบทความนี้ 

ภาวะโลหิตจาง คืออะไร 

ภาวะของโลหิตจาง (Anemia) หรือที่หลายคนเรียกกันว่า ภาวะซีด คือภาวะที่คนคนหนึ่งมีความเข้มข้นของเลือดแดงต่ำกว่าปกติ โดยองค์การอนามัยโลก WHO ได้ระบุเกณฑ์ภาวะโลหิตจางเอาไว้ว่า ผู้ป่วยที่มีปริมาณฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ต่ำกว่า 12 g/dL (ในเพศหญิง), ต่ำกว่า 13 g/dL (ในเพศชาย) และต่ำกว่า 11 g/dL (ในผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์) อย่างไรก็ตามภาวะโลหิตจางนั้นไม่จัดให้เป็นโรค แต่เป็นภาวะที่เกิดได้จากโรคต่าง ๆ ในร่างกาย ที่ส่งผลกระทบต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงให้ออกมาในระบบหมุนเวียนเลือดในระดับที่เพียงพอ 

อาการของผู้ป่วยเป็นภาวะโลหิตจาง 

โดยปกติแล้วร่างกายของคนเราจะมีฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงที่มีการนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยในภาวะโลหิตจากนั้นจะมีอาการมาจากการที่เนื้อเยื้อต่าง ๆ รับออกซิเจนได้ไม่เพียงพอ โดยส่วนมากก็จะเกิดอาการ เหนื่อย อ่อนเพลีย รู้สึกเหนื่อยง่าย วูบ หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ง่วงนอนง่ายกว่าปกติ ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว เล็บเปราะบาง เจ็บหน้าอก ผมร่วง ผิวแห้ง ตัวซีด เป็นต้น 

หากผู้ป่วยมีอาการโลหิตจางที่ระดับฮีโมโกลบินต่ำกว่า 5 g/dL อาจทำให้เป็นสาเหตุที่เกิดภาวะหัวใจวาย (Heart failure) ได้ เนื่องจากหัวใจที่ต้องทำงานหนักอันเกิดมาจากการปั้มเลือดให้ไปเลี้ยงเลือดส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จนสุดท้ายหัวใจทำงานไม่ไหว ทำให้เกิดน้ำท่วมปอดตามมาได้ อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการรุนแรง ทั้งนี้ก็จะขึ้นอยู่กับความเฉียบพลันในการเกิดภาวะโลหิตจางด้วย 

ถึงแม้ว่าภาวะโลหิตจางนั้นจะไม่ใช่อาหารป่วยที่รุนแรง แต่หากผู้ป่วยเลือกที่จะเมินเฉย และไม่รีบทำการรักษา หรือไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็อาจนำมาสู่การเสียชีวิตจากโรคข้างเคียงได้ ทั้งนี้หากคุณพบว่าตนเองมีอาการ เหนื่อยง่าย หน้ามืด ใจสั่น หรืออาการอื่น ๆ อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วนั้น ก็ควรจะรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยโรคทันที หากตรวจแล้วพบอาการดังกล่าวก็จะได้ทำการรักษาต่อไป 

Related Post

influenza

โรคที่ควรระวังสำหรับเด็กในช่วงฤดูฝนโรคที่ควรระวังสำหรับเด็กในช่วงฤดูฝน

เด็ก เป็นช่วงวัยที่ต้องการความเอาใจใส่ในด้านสุขภาพเป็นพิเศษ เป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายนั้นยังไม่แข็งแรงเท่ากับในวัยผู้ใหญ่ ดังนั้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ผู้ปกครองจึงต้องเอาใจใส่สุขภาพของเด็กเป็นพิเศษ วันนี้เราจึงจะมานำเสนอโรคยอดฮิตในวัยเด็กในช่วงหน้าฝน ที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรระมัดระวังมากที่สุด จะมีโรคอะไรบ้างนั้นเรามาดูกัน  3 โรคยอดฮิตในช่วงหน้าฝนที่เด็ก ๆ ควรระวัง  ไข้เลือดออก ไข้เลือดออกโรคร้ายที่เกิดจากยุงลายซึ่งเป็นพาหะนำโรคที่อันตราย และควรระวังมากที่สุด สามารถพบได้มากในบริเวณที่มีน้ำขัง และช่วงหน้าฝน โดยเมื่อเด็กป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก จะมีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย ซึ่งหากพบอาการดังกล่าว ผู้ปกครองควรพาไปโรคพยาบาล และทำการตรวจเลือดเพื่อยืนยันเชื้ออีกครั้งหนึ่ง สำหรับวิธีป้องกันโรคไข้เลือดออกนั้นสามารถป้องกันได้โดยการให้ลูกสวมเสื้อผ้ามิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงกัด และกันโดยการทำลายแหล่งน้ำขังซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายในบ้าน พยายามทำให้บ้านดูโปร่ง ไม่มีมุมอับ และทำลายแหล่งน้ำขังตามจุดต่าง

การทำ ivf

การเลี้ยงดูลูกจากการทำ IVF: เหมือนหรือต่างกับเด็กทั่วไปการเลี้ยงดูลูกจากการทำ IVF: เหมือนหรือต่างกับเด็กทั่วไป

การทำเด็กหลอดแก้ว หรือ การทำ IVF (In Vitro Fertilization) เป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ  ช่วยสานฝันให้กับคู่รักที่ประสบปัญหาการมีบุตรยาก  แต่เมื่อมีลูกจากเทคโนโลยีนี้  คำถามที่ตามมาคือ  การเลี้ยงดูลูกจากการทำ IVF ต่างจากเด็กที่เกิดตามธรรมชาติหรือไม่?   ความเหมือนที่มากกว่าความต่าง ความจริงก็คือ ลูก IVF ไม่ได้แตกต่างจากเด็กทั่วไปในแง่ของพัฒนาการ การเจริญเติบโต หรือความต้องการพื้นฐาน  พวกเขาก็ต้องการความรัก ความเอาใจใส่ การดูแลสุขภาพกายและใจ  การศึกษา และการเล่นสนุก เหมือนกับเด็กทุกคน   สิ่งสำคัญในการเลี้ยงดูลูก IVF การทำ

Bipolar disorder

“ไบโพลาร์” โรคยอดนิยมในปัจจุบัน ที่ทุกคนต้องระวังเอาไว้ให้ดี“ไบโพลาร์” โรคยอดนิยมในปัจจุบัน ที่ทุกคนต้องระวังเอาไว้ให้ดี

หากพูดถึงโรคอารมณ์สองขั้วหลาย ๆ คนจะต้องรู้จักกันอย่างแน่นอน หรือเรียกง่าย ๆ ว่าโรค “ไบโพลาร์” นั่นเอง โดยโรคนี้จะเกิดจากสาเหตุสำคัญที่มาจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง หรือเกิดจากพันธุกรรม รวมทั้งสาเหตุอื่น ๆ ทั้งในเรื่องของความเครียด สารเสพติด สภาพแวดล้อม และการเลี้ยงดูของพ่อแม่ด้วยเช่นกัน หากใครที่เป็นโรคไบโพลาร์แล้วอาจจะมีอาการซึมเศร้าสลับกับอารมณ์ดีแบบผิดปกติเหมือนเป็นคนละคน และจะมีอาการในลักษณะนี้ต่อเนื่องกันยาวนานกว่า 1 สัปดาห์นั่นเอง อาการแบบไหนเป็นโรคไบโพลาร์? ทุกคนรู้หรือไม่ว่าโรคไบโพลาร์จะมีอาการของโรคขั้นพื้นฐานทั้งหมด 4 อาการด้วยกัน และอาการทั้งหมดจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งทางด้านอารมณ์และด้านร่างกาย จนทำให้เกิดการเปลี่ยนทางอารมณ์ เรี่ยวแรง และความคล่องตัว รวมทั้งยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้เช่นเดียวกัน