Hunter Yoga Medical รู้หรือไม่ การตรวจแบบ CT Scan มาทำความเข้าใจกัน

รู้หรือไม่ การตรวจแบบ CT Scan มาทำความเข้าใจกัน

อย่างที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันนี้นวัตกรรมทางการแพทย์นั้นได้ผ่านการพัฒนามาให้มีความทันสมัยมากขึ้นแล้ว ในเรื่องของการตรวจวินิจฉัยโรคเองก็สามารถทำได้ง่ายมากขึ้นด้วย โดยการตรวจแบบ CT Scan ก็ถือว่าเป็นนวัตกรรมการตรวจที่ทันสมัยเป็นอย่างมาก ที่จะสามารถวินิจฉัยโรคได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น จึงช่วยให้สามารถรักษาได้ง่ายมากกว่าเดิมนั่นเอง แล้วการตรวจวินิจฉัยโรคด้วย CT Scan เป็นอย่างไร เหมาะสมกับใคร และมีข้อกำจัดอะไรบ้าง มาทำความเข้าใจกันเลย

CT Scan คืออะไร มาทำความเข้าใจกัน

การตรวจด้วยวิธีการ CT Scan คือ การตรวจวินิจฉัยโรคที่จะมีความซับซ้อนมากกว่าการตรวจด้วยการเอกซเรย์แบบธรรมดา โดยในการตรวจแพทย์จะทำการฉายรังสีเอกซเรย์ไปยังบริเวณส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ต้องการตรวจ เพื่อเป็นการดูถึงอวัยวะภายใน และทำการวินิจฉัยโรครวมถึงการติดตามโรคเป็นระยะ ๆ ด้วย ซึ่งการตรวจด้วยวิธีการนี้จะมีความละเอียดมากขึ้นและจะมีการแสดงเป็นภาพ 3 มิติออกมา จึงช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นอวัยวะที่อยู่ภายในร่างกายได้เกือบทุกส่วนเลยนั่นเอง

สำหรับการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีการ CT Scan นั้น ก็สามารถตรวจได้ดังนี้ การตรวจหาเนื้องอกในอวัยวะต่างๆ ตำแหน่ง และขนาดของเนื้องอก, การตรวจดูการคั่งของเลือดในสมอง ช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน, การตรวจหาความผิดปกติของกระดูก และข้อต่อต่าง ๆ, การตรวจหาความผิดปกติของหลอดเลือด และการตรวจหาการแพร่กระจายของเนื้องอกไปยังต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะที่ใกล้เคียง

หากจะถามว่าแล้วการตรวจแบบ CT Scan เหมาะที่จะตรวจกับใครบ้าง หลัก ๆ แล้วก็จะเหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการเสี่ยง หรือมีประวัติว่าคนในครอบครัวเคยป่วย โดยเฉพาะการป่วยเป็นโรคหัวใจ, โรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดอุดตัน นอกจากนั้นแล้วก็ยังเหมาะสมกับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคด้วย เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่หรือว่าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ รวมถึงผู้ที่ขาดการออกกำลังกายเองก็เหมาะสมที่จะตรวจวินิจฉัยโรคด้วยวิธีการ CT Scan ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในการตรวจวินิจฉัยโรคด้วยวิธีการ CT Scan ก็มีข้อจำกัดอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตัวผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจ เนื่องจากว่าในการตรวจอาจจะต้องทำการฉีดสารทึบรังสี เพื่อให้ความคมชัดของภาพที่ออกมา การฉีดสารทึบรังสีนี้อาจทำให้ผู้ป่วยบางรายเกิดอาการแพ้สารขึ้นได้ โดยมากแล้วก็จะเกิดกับผู้ป่วยที่สูงอายุ, ผู้ป่วยที่เป็นโรคไต, ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ, ผู้ป่วยที่กำลังตั้งครรภ์ และผู้ป่วยเด็ก ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ในการตรวจผู้ป่วยทุกคนแพทย์ก็จะต้องมีความระมัดระวังมากเป็นพิเศษยิ่งเป็นกลุ่มคนที่เสี่ยงสูงยิ่งต้องให้ความสำคัญ ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายตามมา

Related Post

Anemia

ภาวะโลหิตจาง ไม่แช่โรคแต่สร้างปัญหาสุขภาพที่รุนแรงได้ ภาวะโลหิตจาง ไม่แช่โรคแต่สร้างปัญหาสุขภาพที่รุนแรงได้ 

หลายคนอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับภาวะโลหิตจางมาแล้วใช่หรือไม่ ภาวะที่หากเกิดขึ้นกับร่างกายของคุณแล้วละก็อาจทำให้การใช้ชีวิตของคุณไม่เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป หลายคนที่กำลังเป็นอยู่ หรือสงสัยว่าเป็น แต่ยังไม่แน่ใจว่าใช่อาการของภาวะดังกล่าวหรือไม่ วันนี้เราจะมาบอกถึงความหมายของภาวะโลหิตจาง ลักษณะอาการ รวมไปถึงความอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการเกิดภาวะดังกล่าวให้ทุกคนได้ศึกษาไปด้วยกันในบทความนี้  ภาวะโลหิตจาง คืออะไร  ภาวะของโลหิตจาง (Anemia) หรือที่หลายคนเรียกกันว่า ภาวะซีด คือภาวะที่คนคนหนึ่งมีความเข้มข้นของเลือดแดงต่ำกว่าปกติ โดยองค์การอนามัยโลก WHO ได้ระบุเกณฑ์ภาวะโลหิตจางเอาไว้ว่า ผู้ป่วยที่มีปริมาณฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ต่ำกว่า 12 g/dL (ในเพศหญิง), ต่ำกว่า 13 g/dL (ในเพศชาย) และต่ำกว่า 11

Denture Care

ผู้ที่ใส่ฟันปลอมต้องรู้ การดูแลฟันปลอมแบบถอดได้ จะต้องดูแลอย่างไรบ้างผู้ที่ใส่ฟันปลอมต้องรู้ การดูแลฟันปลอมแบบถอดได้ จะต้องดูแลอย่างไรบ้าง

อย่างที่รู้กันดีว่า ฟันของคนเรามีอายุขัย และมีโอกาสที่จะหลุดร่วงหมดไปตามกาลเวลา เมื่อมีฟันหลุดร่วงไป เราก็จำเป็นที่จะต้องหาฟันใหม่เข้ามาแทนที่ เพื่อที่จะช่วยให้สามารถกินอาหารได้เหมือนเดิม โดยทางเลือกที่มักจะใช้กันเมื่อฟันแท้หลุดร่วงไปแล้ว ก็คือ การใช้ฟันปลอม ปัจจุบันนี้มีฟันปลอมก็มีให้เลือกอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน นั่นก็คือ ฟันปลอมแบบถอดได้ และฟันปลอมแบบติดแน่น ฟันปลอมทั้งสองแบบนั้น ก็มีความแตกต่างกันอยู่ในหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงเรื่องของการดูแลฟันปลอมทั้งสองแบบนี้ก็ไม่เหมือนกันด้วย ซึ่งการดูแลรักษาที่ถูกวิธีถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ และเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจมาก ๆ นั่นก็เพื่อสุขลักษณะที่ดีในการช่องปาก ในการดูแลฟันปลอมแบบถอดได้ก็จะต้องดูแลให้ถูกวิธีเช่นกัน แล้ววิธีการดูแลฟันปลอมแบบถอดได้ จะต้องทำอย่างไรบ้าง มาติดตามกันเลย วิธีการดูแลฟันปลอมแบบถอดได้ ต้องทำอย่างไร

ฟิลเลอร์คาง

คางเล็กนิดเดียว แต่เปลี่ยนสมดุลหน้าได้มากกว่าที่คิดคางเล็กนิดเดียว แต่เปลี่ยนสมดุลหน้าได้มากกว่าที่คิด

ฟิลเลอร์คางกับการปรับรูปหน้าให้ดูสมดุลขึ้นแบบไม่ต้องเปลี่ยนเยอะ คางเป็นจุดที่หลายคนอาจไม่ได้สังเกตเป็นอันดับแรก แต่จริง ๆ แล้วมีผลกับสัดส่วนใบหน้าค่อนข้างมาก บางคนหน้าดูสั้น คางดูตัด หรือเวลาถ่ายรูปด้านข้างแล้วรู้สึกว่าใบหน้าดูไม่ค่อยมีมิติ ปัญหาแบบนี้ทำให้หลายคนเริ่มสนใจฟิลเลอร์คาง เพราะอยากให้ช่วงล่างของใบหน้าดูยาวขึ้น รับกับจมูกและกรอบหน้ามากขึ้น ฟิลเลอร์คางไม่ได้เหมาะแค่กับคนที่อยากได้คางแหลมเท่านั้น แต่ยังเหมาะกับคนที่อยากปรับสัดส่วนใบหน้าให้ดูสมดุลขึ้นแบบไม่ต้องเปลี่ยนโครงหน้าเยอะเกินไป จุดสำคัญคือควรเติมให้พอดีกับหน้าเดิม ไม่ใช่ทำให้คางยาวหรือพุ่งจนดูหลุดจากใบหน้า คางมีผลกับหน้าตรงและหน้าด้านข้าง บางคนเวลามองหน้าตรงอาจรู้สึกว่าหน้าดูสั้นหรือช่วงล่างของใบหน้าดูไม่ค่อยชัด แต่พอมองด้านข้างจะเห็นชัดขึ้นว่าคางถอย คางตัด หรือสัดส่วนระหว่างจมูก ปาก และคางยังไม่สมดุล ฟิลเลอร์คางจึงถูกใช้ในบางกรณีเพื่อช่วยเติมมิติบริเวณคางให้รับกับใบหน้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม รูปคางที่เหมาะกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเหมาะกับการเติมให้คางดูยาวขึ้นเล็กน้อย บางคนอาจต้องการปรับปลายคางให้ดูละมุนขึ้น หรือบางคนอาจต้องดูกรอบหน้าร่วมด้วย การประเมินก่อนทำจึงช่วยให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติกว่าเลือกจากรูปตัวอย่างอย่างเดียว ฟิลเลอร์คางไม่ควรเติมตามเทรนด์อย่างเดียว